การดูแลมะม่วง

การดูแลมะม่วง

2 Likes

พันธุ์อะไร ปลูกกี่ไร่ครับ จะได้แนะนำถูก

คำถามกว้างมากๆ ไม่รู้ว่ามทะม่วงใหญ่หรือเล็ก เดาว่ามะม่วงใหญ่แล้วกันนะครับ
การเตรียมความพร้อมของต้น
ทำการตัดแต่งกิ่ง
ดำเนินการตัดแต่งกิ่งทันทีหลังเก็บผลเสร็จโดยตัดกิ่งแห้ง กิ่งถูกโรค และแมลงเข้าทำลาย กิ่งแซมในทรงพุ่ม กิ่งกระโดง กิ่งซ้อนทับ กิ่งด้านล่างที่ติดพื้นดิน กิ่งหักหรือฉีกขาด รูปที่ 1
การใส่ปุ๋ย
ปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ซึ่งจะช่วยปรับสภาพและโครงสร้างของดินโดยพรวนดินให้ปุ๋ยแทรกตัวอยู่ในช่องว่างของดิน ทำให้ดินร่วนซุย ปุ๋ยคอก ได้แก่ ขี้ค้างคาว ขี้ไก่แกลบ ขี้หมู ขี้วัว ขี้แพะ ขี้ม้า อัตรา 20 – 40 กิโลกรัมต่อต้นแล้วอายุต้น (ปุ๋ยควรผ่านการหมักที่สมบูรณ์แล้ว)
ปุ๋ยเคมี
การปุ๋ยเคมีให้มีประสิทธิภาพ ควรทำการวิเคราะห์ดินก่อนเพื่อจะได้ทำการปรับสภาพดิน และสามารถเลือกชนิดปุ๋ยและปริมาณตามที่มะม่วงต้องการ และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ กับการผลิตมังคุดในฤดูที่ผ่านมา ได้แก่ สูตร 15-15-15หรือ 16-16-16 หรือ 46-0-0ผสมกับ15-15-15 หรือ 25-7-7ปริมาณ( กิโลกรัม)เท่ากับ เส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม(เมตร) ฉีดพ่นด้วยสารไทโอยูเรีย 100 กรัม/น้ำ 20 ลิตรเพื่อกระตุ้นให้มะม่วงแตกใบอ่อนพร้อมกันทั้งทรงพุ่ม สะดวกต่อการบริหารจัดการ

หลังใส่ปุ๋ยและรดน้ำและพ่นไทโอยูเรียไปแล้ว ประมาณ 7-10 วันมะม่วงก็จะแตกใบอ่อน
การดูแลป้องกันกำจัดศัตรูพืช
หลังที่มะม่วงเริ่มแตกใบอ่อนแล้ว มักจะมีศัตรูพืชเข้ามาทำลาย ทั้งโรคและแมลงในระยะยอดอ่อนใบคลี่ ใบเพสลาด เช่น เพลี้ยไฟ เพลี้ยจักจั่น ด้วงตัดใบ แมลงค่อมทอง โรคแอนแทรคโนส
เตรียมการสร้างตาดอกช่วงปลายฝนเพื่อ หลังจากนั้น ใส่ปุ๋ยเพื่อสะสมตาดอก ทางดินสูตร 8-24-24 ,9-24-24 หรือ 12-24-12 และให้น้ำอย่างต่อเนื่อง กรณีนอกเขตชลประทาน ไม่มีน้ำให้ใช้ ปุ๋ยที่มีตัวกลางสูงเช่น 0-52-34 ฉีดพ่นทุกๆ 10 วัน 3 ครั้ง เพื่อกดตาใบไม่แตกตาใบ

  • ตรวจสอบความพร้อมของตายอด ว่าพร้อมจะกระตุ้นให้ออกดอกได้แล้วหรือยัง โดยตายอดจะอั้น โปน บวมเป่ง ใบกลางหรือลู่ลงเข้าหากิ่ง เด็ดมาขยี้ดูเนื้อใบจะกรอบ บางยอดอาจพบน้ำยางไหลออกมาเล็กน้อย แสดงว่าตายอดพร้อมที่จะทำการกระตุ้นให้ออกดอกแล้วรูปที่ 6
  • ตรวจสอบ โรคแมลงในบริเวณทรงพุ่ม ได้แก่ เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไฟ รวมทั้งร่องการทำลายของ ราแอนแทรคโนส ซึ่งศัตรูพืชดังกล่าวจะเข้ามาทำลาย ช่อดอกอ่อนและผลอ่อน ภายหลัง จึงจำเป็นจะต้องฉีดพ่นเพื่อป้องกันและกำจัดเสียก่อน หรืออาจทำการฉีดพ่นไปพร้อมการกระตุ้นแตกตาก็ได้
  • ผสมไทโอยูเรียอัตราส่วน 100 กรัม/น้ำ 20ลิตร(0.5%)หรือ โปแตสเซียมไนเตรทอัตรา 500 กรัม/ น้ำ 20 ลิตร(2.5%)ฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่มจนชุ่ม หลังจากนั้นประมาณ 7-10 วันมะม่วงก็จะแทงช่อออกมาให้เห็น

2.6 การปฏิบัติดูแลรักษาดอกและผลมะม่วง

1 )ระยะช่อยืด หลังมะม่วงแทงช่อแล้วจะพัฒนายืดยาวสุดภายใน 14-21 วัน ในช่วงนี้ควรระวัง แมลงที่สำคัญ ได้แก่ เพลี้ยไฟ เพลี้ยจักจั่น และราแอนแทรคโนส จะเข้าทำลายช่อดอกอ่อน อาจทำให้ช่อแห้งไม่ติดผล ควรฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลง 1-2 ครั้ง ขณะเดียวกันก็ควรผสมแคลเซี่ยมและโบรอนฉีดพ่นไปพร้อมการป้องกันกำจัดศัตรูพืชคราวเดียวกันเลย

2) ระยะดอกบาน

ดอกมะม่วงจะบานจากโคนช่อใช้เวลา 22-26 วัน.ในระยะนี้ควรงดพ่นสารเคมีใดๆทั้งสิ้นเพื่อให้แมลงเข้ามาผสมเกสร กรณีแมลงผึ้ง ชันโรง หรือแมลงวันมีน้อยอาจต้องหารังผึ้ง หรือชันโรงมาตั้งเพื่อช่วยผสมเกสร

ระยะผลอ่อน-ผลแก่

ให้ปุ๋ยขยายขนาด หลังมะม่วงผสมสมบูรณ์แล้วดอกเริ่มร่วง ผลอ่อนเริ่มขยายขนาดเท่าเมล็ดข้าวโพด ให้ใส่ปุ๋ยขยายขนาด สูตร 16-16-16 ทางดิน หรือพ่นทางใบ 20-20-20 ทุกๆ 15 วัน 3 ครั้ง รูปที่ 10

ให้น้ำสม่ำเสมอค่อยๆเพิ่มขึ้นให้เพียงพอกับความต้องการทำให้ผลขยาย

ทำการปลิดผลด้อยคุณภาพออกจำหน่ายเป็นมะม่วงยำหรือมะม่วงน้ำปลาหวาน ในระยะ 60 วัน ขณะเดียวกันก็ทำการห่อผลไปเลย

การห่อผลควรทำในช่วงนี้ ห่อผลมะม่วงที่มีคุณภาพดี โดยชุบยาป้องกันกำจัดโรคราแอนแทรคโนส และ เพลี้ยแป้ง ให้แห้งก่อนแล้วจึงทำการห่อผลรูปที่ 12

ให้ปุ๋ยพัฒนาคุณภาพผล หลังจากทำการห่อผลเสร็จแล้วประมาณ 70 วัน ก็เริ่มให้ปุ๋ยพัฒนาคุณภาพผล สูตร 13-13-21+ 2 Mg หากไม่สะดวกจะใช้วิธีพ่นด้วย 0-0-60 ทุก10 วัน ประมาณ 2 ครั้ง

การเก็บเกี่ยว มะม่วงที่มีคุณภาพ อายุจากดอกบาน –ผลแก่ 90-110 วันยกเว้นมะม่วงสำหรับรับประทานดิบ ตามที่ผู้บริโภคหรือตลาดต้องการดังดัชนีเก็บเกี่ยวมะม่วง รูปที่13และ14

ดัชนีเก็บเกี่ยวมะม่วง
1.ตัดแต่งกิ่ง


2.แตกใบอ่อน
3.ออกดอก
4.ห่อผล
5.ผลแก่
6.เก็บผล
7.ดัชนีเก็บเกี่ยว