รบกวนสอบถามครับ ผมมือใหม่ปลูกส้ม ขอเก็บข้อมูล หนอนชอนใบมันอันตรายต่อต้นส้มมากแค่ไหน และป้องกันยังไงได้บ้าง

รบกวนสอบถามครับ ผมมือใหม่ปลูกส้ม ขอเก็บข้อมูล หนอนชอนใบมันอันตรายต่อต้นส้มมากแค่ไหน และป้องกันยังไงได้บ้าง

15 Likes

มันชอบกินใบ

รำคาญมาก บางครั้งก็พ่นไม่ตาย

เจอบ่อย หลังๆรู้ทันจัดการอยู่หมัด

พี่ทำไงครับ

ยังไม่อยากให้เริ่มจากเคมีนะ แต่ผมแนะนำว่าติดกับดักกาวเหนียวสีเหลืองดักครับ

4 Likes

ขอบคุณครับ

เพิ่มเติมอีกก็คือให้ สังเกตดีๆช่วงหนอนชอนใบส้มระบาด ให้งดพ่นปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูงก่อน เพราะหนอนชอนใบส้ม และแมลงหลายชนิดชอบระบาดมากขึ้น ตอนใบพืชมีสารอาหารเหมาะสม

2 Likes

ขอบคุณมากครับ

เดินในสวนบ่อยๆ แต่ต้องช่างสังเกต อะไรที่แปลกๆรีบดูรีบหาว่ามันคืออะไร จะแก้ได้ทัน ต้องเรียนรู้อยู่ทุกวัน ของแบบนี้ไม่มีสูตรตายตัว

ขอบคุณมากครับสำหรับคำแนะนำ

หนอนพลังทำลายล้างสูงมาก มาไม่กี่วันไปได้ทั้งต้นนะ

มันกินแทบไม่เลือกเลย บ้านผมนะใบไม้ประดับมันยังกิน บางปีก็มาเร็วไปอีก

ถามว่าหนอนชอนใบเป็นอันตรายหรือไม่ ตามความคิดผมว่าเป็นอันตราย ถึงแม้ใบจะไม่ถูกทำลายให้หมดไปทั้งใบเหมือนหนอนแก้ว แต่ใบบิดเบี้ยว โค้งงอ ใบเล็ก ลีบทำให้สูญเสียพื้นทีสังเคราะห์แสงไปมากกว่า 50% ช่วงการเข้าทำลาย ในระยะที่ส้มแตกใบอ่อน ดังนั้นการป้องกันกำจัดที่ได้ผลควรทำในช่วงนี้หากเป็นช่วงใบแก่ไม่มีการระบาดอีกแล้ว
ในระยะที่ส้มแตกใบอ่อน ผีเสื้อตัวแม่จะมาวางไข่ แล้วหนอนตัวอ่อนจะกัดและชอนเข้ากัดกินกินเนื้อเยื่อใต้ผิวใบเป็นทางคดเคี้ยวทำเนื้อเยื่อที่หนอนทำลายไม่พัฒนา ดึงลั้งเนื้อส่วนที่เจริญบิดเบี้ยวโค้งงอ หรือเป็นคลื่น และเป็นโอกาสนำทางให้เกิดการระบาดของเชื้อแคงเกอร์ตามมาได้
การป้องกันกำจัด
1.ใช้กับดักแสงไฟล่อแม่ผีเสื้อ แล้วนำไปทำลาย เพื่อช่วยลดปริมาณความรุนแรงการระบาด
2.ใช้สารเคมี ฟลูเฟนน็อกซูรอน 5 %EC อัตรา 6 มิลลิลิตร /น้ำ 20 ลิตร หรือ อิมิดาโคลพริด 10% SL
8 มิลลฺิลิตร / น้ำ20 ลิตร ฉีดพ่น 1-2 ครั้งทุก ๆ 7 วัน หากใช้สารชุดแรกไม่ได้ผลให้ใช้สารเคมีที่มีฤทธฺิ์การทำลายสูงกว่าเช่น เปอร์เมทริน หรือ ไซเปอร์เมทริน อัตราแนะนำ
รูปการทำลายหนอนชอนใบส้ม

1 Like

หนอนชอนใบส้ม (Citrus Leafminer) แมลงชนิดนี้ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllocnistis citrella Stainton เป็นแมลงจัดอยู่ในกลุ่มของผีเสื้อหรืออันดับเลพิดอพเทอร่า (Lepidoptera) เดิมจัดอยู่ในวงศ์พิลลอกนิสทิดี้ (Phyllocnistidae) ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นกราซิลลาริดี้ (Gracillariidae) ในต่างประเทศมักเรียกชื่อย่อว่า “CLM” หนอนชอนใบมีแหล่งกำเนิดในทวีปเอเชียต่อมาแพร่ระบาดไปในแหล่งปลูกส้มทั่วทุกภูมิภาคของโลก ทั้งเอเชีย อเมริกา อเมริกาใต้ อเมริกากลาง อัฟริกาใต้ อัฟริกาตะวันตก ออสเตรเลีย ยุโรป โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกาและบราซิล เนื่องจากเป็นแหล่งปลูกส้มที่ใหญ่รวมกันครึ่งหนึ่งของพื้นที่ปลูกส้มทั่วโลก การระบาดของหนอนชอนใบส้มที่รุนแรงจะส่งผลกระทบต่อต้นส้มที่ปลูกใหม่ และกระทบต่อผลผลิตส้ม เนื่องจากหนอนชอนใบส้มทำลายพื้นที่ใบ ส่งผลให้การสังเคาะห์แสงลดลง นอกจากนี้ยังเกิดบาดแผลเป็นช่องทางให้เชื้อแบคทีเรีย, Xanthomonas axonopodis pv. citri ที่เป็นเชื้อสาเหตุของโรคแคงเกอร์อีกด้วย
การป้องกันกำจัดหนอนชอนใบส้ม

วิธีเขตกรรม หากพบการระบาดของหนอนชอนใบส้ม ให้เกษตรกรตัดแต่งใบอ่อนที่ถูกหนอนเข้าทำลายมาเผาไฟทิ้งนอกแปลงปลูก นอกจากนี้ช่วงที่มีหนอนชอนใบส้มระบาด ควรงดพ่นปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เพราะหนอนชอนใบส้ม และแมลงหลายชนิดมักระบาดมากขึ้นเมื่อใบพืชมีสารอาหารเหมาะสม

วิธีกล การติดกับดักกาวเหนียวสีเหลือง นอกจากการติดกับดักจำนวนมาก (mass trapping)จะช่วยลดจำนวนแมลงศัตรูหลายชนิดแล้ว ยังสามารถใช้กับดักเป็นเครื่องมือในการสำรวจเพื่อเฝ้าระวังการระบาดของศัตรูส้มได้หลายชนิด เช่น หนอนชอนใบส้ม เพลี้ยไก่แจ้ส้ม ไรแดง เป็นต้น

การใช้ชีววิธี หนอนชอนใบส้มมีศัตรูธรรมชาติหลายชนิด ได้แก่ แตนเบียนระยะไข่ แตนเบียนระยะหนอน แตนเบียนระยะดักแด้ นอกจากนี้ยังพบแมลงห้ำหลายชนิด เช่น มวนพิฆาต มวนเพชฌฆาต แมลงช้างปีกใสชนิด Chrysoperla sp. และแมงมุมตัวห้ำอีกหลายชนิด ซึ่งศัตรูธรรมชาติเหล่านี้มีบทบาทสำคัญมากในสวนส้ม ดังนั้นเกษตรกรควรเลือกใช้วิธีการอื่นๆก่อนการใช้สารเคมีเพื่อเป็นการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ หากจำเป็นต้องใช้สารเคมีควรเลือกใช้ที่เฉพาะเจาะจงเลือกทำลายเฉพาะศัตรูพืช เพื่อลดผลกระทบของสารเคมีที่มีต่อศัตรูธรรมชาติเหล่านี้

การใช้สารชีวภัณฑ์ การใช้สารสกัดสะเดา และเชื้อบีที ( Bacillus thuringiensis )มีรายงานทั้งในและต่างประเทศว่ามีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดหนอนชอนใบส้มได้ มีข้อดีของสารชีวภัณฑ์คืออันตรายน้อยมากต่อแมลงห้ำแมลงเบียน แต่อาจมีข้อเสียคือสลายตัวเร็ว ทำให้ต้องมีการพ่นสารบ่อยครั้ง นอกจากนี้เกษตรกรสามารถใช้พืชสมุนไพรที่หาได้ในท้องถิ่นมาหมักรวมกันใช้พ่นเพื่อลดปริมาณหนอนชอนใบส้มได้ เช่น ข่า ตะไคร้หอม บรเพ็ด ฝักคูน หางไหล(มีพิษสูงต่อปลา) ฯลฯ

การใช้สารเคมี สารที่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดหนอนชอนใบตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร มีสารกลไกการออกฤทธิ์กลุ่ม 4 โคลไทอะนิดิน 16%SG อัตรา 5 กรัม ไทอะมีทอกแซม 25%WG อัตรา 5 กรัม อิมิดาโคลพริด 10%SL 5%ECและสูตร 70%WG อัตรา 8 ซีซี 16 ซีซี และ 0.5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม 15 ฟลูเฟนนอกซูรอน 5%EC อัตรา 5 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร รวมทั้งปิโตรเลียมออยล์ 83.9%EC อัตรา 40ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร แต่เนื่องจากฟลูเฟนนอกซูรอนไม่มีการขึ้นทะเบียนในประเทศไทยแล้ว จึงมีเฉพาะสารเฉพาะกลุ่ม 4 จึงทำให้หนอนชอนใบต้านทาน(ดื้อยา)จนไม่สามารถจัดการได้ ดังนั้นเกษตรกรควรเลือกสารกลไกการออกฤทธิ์ที่มีมากมายหลายกลุ่มที่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดกำจัดหนอนผีเสื้อ อาทิเช่น

กลุ่ม 1 ออร์กาโนฟอสเฟต และคาร์บาเมต เช่น คาร์โบซัลแฟน ฟีโนบูคาร์บ คลอร์ไพริฟอส โพรฟีโนฟอส ไตรอะโซฟอส โพรไทโอฟอส ไดอะซินอน

กลุ่ม 2 ฟิโพรนิล

กลุ่ม 3 กลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ เช่น ไซเพอร์เมทริน เบตาไซฟลูทริน แลมบ์ดาไซฮาโลทริน เดลทาเมทริน ไบเฟนทริน (ไม่ควรพ่นติดต่อกันเกิน 2 ครั้ง เนื่องจากอาจทำให้แมลงศัตรูชนิดอื่นๆเช่น เพลี้ยไก่แจ้หรือไรแดงระบาดเพิ่มขึ้นได้)

กลุ่ม 4 นีโอนิโคตินอยด์และอนุพันธ์ เช่น อิมิดาโคลพริด ไทอะมีทอกแซม อะซีทามิพริด โคลไทอะนิดิน ไดโนทีฟูแรน ซัลฟอกซาฟลอร์

กลุ่ม 5 สไปโนซินส์ ได้แก่ สไปโนแสด สไปนีโทแรม

กลุ่ม 6 อะเวอร์เมกติน ได้แก่ อะบาเมกติน อีมาเมกตินเบนโซเอต

กลุ่ม 13 คลอร์ฟีนาเพอร์

กลุ่ม 14 คาร์แทปไฮโดรคลอไรด์

กลุ่ม 15 ไดฟลูเบนซูรอน คลอร์ฟลูอะซูรอน ลูเฟนนูรอน โนวาลูรอน

กลุ่ม 18 เมทอกซี่ฟีโนไซด์ โครมาฟีโนไซด์

กลุ่ม 21 โทลเฟนไพแรด

กลุ่ม 22 อินดอกซาคาร์บ

กลุ่ม 23 สไปโรเตตระแมต

กลุ่ม 28 คลอแรนทรานิลิโพรล ฟลูเบนไดเอไมด์ ไซแอนทรานิลิโพรล

กลุ่มอื่นๆ ไวท์ออย ปิโตรเลียมออย

กลุ่มสารผสม 2 กลไกการออกฤทธิ์ เช่น คลอแรนทรานิลิโพรล+ไทอะมีทอกแซม คลอแรนทรานิลิโพรล+อะบาเมกติน ฟลูเบนไดเอไมด์+ไทอะโคลพริด

3 Likes

บาซิลลัส หลังจากพ่นไปแล้ว เชื้อจะอยู่ได้ประมาณกี่วันคะอาจารย์

ชื้อบีทีเป็นสิ่งมีชีวิต ถ้าหนอนกินเข้าไปจึงจะมีพิษสปอร์จะงอกให้ผลึกโปรตีนที่มีสารพิษทำให้ลำไส้หนอนแตกแล้วตาย แต่ถ้าพ่นสัมผัสผิวใบถ้าหนอนไม่ได้กิน สปอร์จะค่อยๆเสื่อมประสิทธิภาพภายใน 3-5วัน ขึ้นกับสภาพแวดล้อม แสง ความชื้น อุณหภูมิ ดังนั้นช่วงหนอนระบาดอาจจำเป็นต้องพ่นติดต่อกัน 3-4ครั้ง ทุก 4-5วัน

2 Likes