ปลูกผักไร้ดิน “ไฮโดรโปนิกส์” คืออะไรกันแน่? ปลูกยังไงให้เลิศ บทความนี้มีคำตอบ อ่านเลย!

ปลูกผักไร้ดิน “ไฮโดรโปนิกส์” คืออะไรกันแน่? ปลูกยังไงให้เลิศ บทความนี้มีคำตอบ อ่านเลย!

การปลูกผักไร้ดิน หรือการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์เป็นเทรนด์ในไทยมาได้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว และเป็นที่นิยมในหมู่เกษตรกรชาวกรุง แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่ และมีข้อดีข้อเสียหรือกระบวนการทำอย่างไร Kaset Go ขอรวมข้อมูลไว้ในที่เดียว
.
ไฮโดรโปนิกส์ คืออะไร?

ไฮโดรโปนิกส์คือการปลูกผักโดยไม่ใช้ดิน และเน้นการให้สารละลายธาตุอาหารพืชแทนดิน ซึ่งพืชสามารถนำธาตุอาหารไปใช้ได้ทันทีเพราะมีการปรับค่านำไฟฟ้า (Electrical Conductivity : EC) และ pH ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการเติบโต โดยไฮโดรนั้นแปลว่าน้ำ และโปนิกส์แปลว่างาน เมื่อรวมกันจึงหมายถึงการปลูกผักด้วยน้ำนั่นเอง
.
ไม่มีดิน แล้วมีข้อดีอะไรบ้าง? ข้อเสียอะไรที่ควรคำนึงถึง?

ข้อดีของไฮโดรโปนิกส์คือ

  1. ปลูกผักในที่ที่มีพื้นที่น้อย หรือสภาพดินไม่เหมาะสมได้
  2. ทำผลผลิตได้สม่ำเสมอ
  3. ควบคุมสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตได้
  4. ประหยัดเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายในการเตรียมดิน รวมไปถึงการกำจัดวัชพืช

ข้อเสียของไฮโดรโปนิกส์คือ

  1. มีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง
  2. ต้องใช้ผู้มีความรู้และประสบการณ์ในการดูแล

ด้วยการเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียนี้ อาจช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจที่จะปลูกผักไร้ดินหรือไม่ปลูกได้ง่ายขึ้น เพราะวิธีการปลูกแบบใช้ดินและไร้ดินนั้นก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป ทำให้มีการจัดการและความเหมาะสมที่แตกต่างกันไปด้วย
.
อะไรที่ควรรู้ก่อนปลูกผักไฮโดรโปนิกส์?

ก่อนจะพูดถึงวิธีการปลูกนั้น จะต้องทราบถึงระบบในการปลูกผักไร้ดิน 3 ชนิด ดังนี้

  1. การปลูกโดยให้สารละลายธาตุอาหารไหลผ่านรากผักเป็นแผ่นบาง ๆ อย่างต่อเนื่อง (Nutrient Film Technique : NFT) วิธีนี้คือการให้สารละลายธาตุอาหารพืชไหลผ่านรากพืชที่ปลูกบนรางตามความลาดชันของรางปลูกอย่างช้าๆ เป็นแผ่นฟิล์มบางๆ ประมาณ 1-3 มิลลิเมตร พืชที่ปลูกได้ดีและนิยมปลูกในระบบนี้ ได้แก่ ผักกินใบจำพวกผักสลัด มีอายุยาวประมาณ 45-50 วัน
  2. การปลูกโดยให้สารละลายธาตุอาหารไหลผ่านรากผักในระดับลึก (Deep Flow Technique : DFT) การปลูกผักโดยวิธีนี้เหมือนการปลูกแบบลอยน้ำ ซึ่งสามารถปลูกได้ดีในที่ที่มีแดดจัด โดยวิธีนี้จะมีช่องว่างระหว่างแผ่นปลูกกับสารละลายธาตุอาหารพืชประมาณ 3-5 เซนติเมตร เพื่อให้รากผักบางส่วนถูกอากาศ และบางส่วนอยู่ในสารละลายธาตุอาหารพืช ผักที่ปลูกได้ดีและนิยมปลูกในระบบนี้ ได้แก่ ผักไทย (ผักกินใบที่มีอายุสั้น ประมาณ 20-30 วัน) เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง ผักโขม เป็นต้น
  3. การปลูกโดยให้สารละลายธาตุอาหารและอากาศไหลวนผ่านรากผักในระดับลึกอย่างต่อเนื่องในถาดปลูก (Dynamic Root Floating Technique : DRFT) ระบบนี้พัฒนามาจากระบบ DFT โดยเพิ่มการไหลเวียนของอากาศและสารละลายธาตุอาหารพืช ผักที่ปลูกได้ดีและนิยมปลูก ได้แก่ ผักไทย

สำหรับวัสดุที่จำเป็นมีดังนี้

  • โรงเรือน มีไว้เพื่อควบคุมสภาพอากาศและป้องกันศัตรูพืช โดยควรมีความแข็งแรงและถ่ายเทอากาศดี อยู่ในที่โล่งแจ้ง มีแหล่งน้ำเพียงพอและมีไฟฟ้า
  • ภาชนะปลูก และวัสดุปลูก ควรเป็นภาชนะที่แข็งแรง สะอาด หาซื้อง่าย ส่วนวัสดุนั้นมีไว้เพื่อให้ออกซิเจน ธาตุอาหาร ช่วยให้รากผักเจริญเติบโต และช่วยในการเกาะค้ำยัน
  • ปุ๋ยหรือธาตุอาหารพืช หรือก็คือสารละลายธาตุอาหารพืช
  • น้ำ ต้องมีความสะอาดและปริมาณเพียงพอต่อการปลูก
  • ระบบไฟฟ้า ควรมีระบบไฟสำรอง
  • ปั๊ม ใช้สำหรับส่งและก่อให้เกิดการไหลเวียนของสารละลายธาตุอาหารและออกซิเจน
  • เมล็ดพันธุ์หรือกล้าผัก ควรมีลักษณะตรงตามพันธุื และอัตราการงอกสูง
  • อุปกรณ์เตรียมสารละลายธาตุอาหาร เช่น ถังใส่สารละลาย ถุงมือ เครื่องชั่งวัดตวง
  • วัสดุผูกมัดรองรับต้นผัก เช่น เชือก ลวด ไม้ค้ำ
  • วัสดุอุปกรณ์สำหรับควบคุมอุณหภูมิโรงเรือน
  • อุปกรณ์ตรวจวัดและควบคุมสารละลายพืช เช่น เครื่องมือวัดความเป็นกรดด่างและการนำไฟฟ้าของสารละลายธาตุอาหารพืช
  • โรงเรือนบรรจุหีบห่อ และห้องเย็นที่สามารถควบคุมความชื้นสัมพัทธ์
    .
    ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ทำอย่างไร?

การปลูกผักไร้ดินมีขั้นตอนคร่าวๆ ดังนี้

  1. เตรียมพื้นที่และโต๊ะปลูกด้วยการประกอบโต๊ะปลูกและติดตั้งตามวิธีการประกอบชุดไฮโดรโปนิกส์ และนำโต๊ะปลูกมาวางในตำแหน่งที่ได้รับแสงแดดอย่างน้อย 6 ชั่วโมง/วัน
  2. พันธุ์เมล็ดพันธุ์ผักมี 2 ชนิดคือแบบเคลือบดินเหนียวและไม่เคลือบ
  3. เพาะต้นกล้า ด้วยนำวัสดุปลูก เช่น เพอร์ไลท์ เวอร์มิคูไลท์ ใส่ถ้วยเพาะและนำเมล็ดผักใส่ตรงกลางถ้วย กลบเมล็ดและรดน้ำให้เปียกและเก็บไว้ในที่ปลอดภัย ควรรดน้ำทุกวัน ประมาณ 3-5 วัน เมล็ดจะเริ่มงอก และเริ่มให้สารละลายอ่อนๆ แทนน้ำ
  4. การปลูกบนราง ขนาด 1.5 เมตร ตัวอย่างเช่น เติมน้ำ 10 ลิตร และเติมสารอาหาร A และ B อย่างละ 100 ซีซี หรือ 10 ซีซีต่อน้ำ 1 ลิตร จากนั้นนำต้นกล้าที่แข็งแรง อายุประมาณ 2 สัปดาห์ ย้ายมาวางบนโต๊ะปลูก และเดินเครื่องปั๊มน้ำ
  5. การดูแลประจำวันดังนี้
    a. การรักษาระดับน้ำให้อยู่ในระดับควบคุมเสมอ เช่น 10 ลิตร
    b. ควบคุมค่า EC อยู่ระหว่าง 1-1.8 โดยเครื่อง EC meter ปรับลดโดยการเพิ่มน้ำ และปรับค่า EC เพิ่มโดยการเพิ่มปุ๋ย กรณีไม่มีเครื่องวัดสามารถประมาณการเติมสารอาหาร A และ B เอาได้
    c. ควบคุมค่า pH อยู่ระหว่าง 5.2-6.8 โดยเครื่อง pH meter หรือ pH Drop test ปรับลดโดยการกรดฟอสฟอริก หรือกรดไนตริก (pH down) และปรับค่า pH เพิ่มโดยการเติมโปตัสเซียมไฮดรอกไซด์ (pH up) ปริมาณ 2-3 หยด
  6. เก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 45 วัน
    .
    ด้วยขั้นตอนและข้อมูลเหล่านี้ เชื่อว่าอาจทำให้เกษตรกรหลายคนได้มีพื้นฐานความรู้ในการปลูก และจัดการสวนผักไฮโดรโปนิกส์ได้ถูกต้องมากขึ้น แต่หากยังมีคำถามเกี่ยวกับการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ สามารถโพสต์ถามในชุมชน Kaset Go ได้เลย
    .
    ขอบคุณข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ http://www.servicelink.doae.go.th/corner%20book/book%2005/Hydropronic.pdf

สภาเกษตรกรแห่งชาติ https://www.nfc.or.th/content/7487
.
อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

เทคนิคปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง ได้ผักปลอดสาร ช่วยลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน เทคนิคปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง ได้ผักปลอดสาร ช่วยลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน

เทคนิคการจัดการดินหลังน้ำท่วมในแปลงปลูกผัก อ่านเลยที่นี่ เทคนิคการจัดการดินหลังน้ำท่วมในแปลงปลูกผัก อ่านเลยที่นี่

21 Likes

#กำลังฝึกเรียนรู้ขั้นทดลอง

3 Likes

สนใจอยากเรียรรู้เพี่อเสริมประสบการณ์

2 Likes

อยากต้นทุนขอวอุปกรณรางปลกราคาเท่าไหร่

1 Like

ถ้าตัวเรามีความสามารถเชิงช่างก็ลดลงได้อีกเยอะครับจัดหาอุปกรณ์มาประกอบเอง จะมีราคาสูงหน่อยก็ตรงเครื่อวัเ คุณภาพน้ำเอาไว้ตรวจสอบความสมดุลย์ ค่าต่างของน้ำที่ใช้ปลูกครับ

1 Like

กำลังทดลองหัดปลูก ขอคำแนะนำเพิ่มเติมด้วยค่ะ

1 Like

#ทำตามขั้นตอนถูกแล้ว นำสิ่งที่ได้มาพัฒนาองค์ความรู้เราจะเชี่ยวชาญเองครับ

1 Like